ชุมชนบ้านตีนตกยุค 4.0

เมื่อรถแล่นเข้าสู่เขตชุมชนบ้านตีนตก…สองข้างทางที่เห็นคือภูเขาน้อยใหญ่เขียวขจีสลับกันกับบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ห่างๆ กัน ร้านค้าแถวนี้มีแต่ร้านเล็กๆ ของชาวบ้าน ไม่มีสถานที่ล่อตาล่อใจ และที่สำคัญไม่มีสัญญาณโทรศัพท์อีกด้วย รวมแล้วเข้าใจได้ว่า ที่นี่คือชุมชน “ชนบท” และไม่ใช่ชุมชนชนบททั่วไป หากแต่ยังเป็นชุมชน “หลังเขา” อีกด้วย

เหตุผลของการเดินทางมาที่นี่ ก็เนื่องจากทาง ”โครงการสื่อเป็นโรงเรียนของสังคม” ตั้งใจจะสร้างนักสื่อสารสร้างสรรค์ที่สามารถใช้สื่อเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและให้เกิดประโยชน์แก่สังคม โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ ระหว่างเดินทางเกิดคำถามระหว่างเรากับเพื่อนร่วมทางว่า “มันจะได้เหรอ?” สัญญาณโทรศัพท์ยังไม่มี สัญญาณอินเทอร์เน็ตคงไม่ต้องพูดถึง มีอินเทอร์เน็ตให้ใช้แค่ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมิตรมวลชน 2 เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้เร็วแถมยังขัดข้องเป็นประจำเสียด้วยซ้ำ และยิ่งได้เห็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ ที่มาเข้าร่วมแล้วมีแต่ชาวกระเหรี่ยง ยิ่งเกิดความหนักใจเลยว่า ช่างเป็นโครงการที่ท้าทายจริงๆ ไหนจะเป็นพื้นที่ใหม่ที่ไม่เคยมีกิจกรรมเช่นนี้มาก่อน ไหนจะความแตกต่างทางภาษา วิถีวัฒนธรรมประเพณี ข้อจำกัดในด้านการศึกษา การเข้าถึงเทคโนโลยี ดังนั้นการสร้างความเข้าใจ..ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ไม่น่าเชื่อว่า “คนบ้านตีนตกทำได้” และทำโดยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารยุค 4.0 แต่เป็น 1.0 ! พวกเขาสร้างความเข้าใจโดยใช้วิธีการสื่อสารแบบบ้านๆ ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีใดๆ จับกลุ่มล้อมวงกินข้าวพูดคุยแลกเปลี่ยนกันตามประสา สร้างความเข้าใจกันอย่างง่ายๆ ใช้ใจแลกใจ นั่นเพราะพวกเขาเข้าใจในวิถีชีวิตและบริบทของชุมชน เข้าถึงทุกบ้านทุกกลุ่มวัย จึงทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง ปริมาณขยะในชุมชนลดลง เด็กและเยาวชนลุกขึ้นมาจัดการพื้นที่ของตนเองมากขึ้น จากที่เคยรอให้ผู้ใหญ่นำ ภาครัฐเริ่มเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนเรื่องต่างๆ มากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่บ้านตีนตกนั้น อาจสะท้อนให้เห็นว่าจริงอยู่ที่ยุคนี้การสื่อสารสมัยใหม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับหลายพื้นที่ได้ แต่ในพื้นที่ที่การสื่อสารแบบ 4.0 มีข้อจำกัด การสื่อสารแบบ 1.0 ก็ไม่เลว จริงไหมคะ ในเมื่อมันก็ทำให้เกิดกระบวนการสื่อสารสร้างสรรค์ กระบวนการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมและเกิดนักสื่อสารสร้างสรรค์ได้เช่นกัน สูงสุดคืนสู่สามัญบ้าง..คงไม่เสียหายอะไร
/ขอบคุณ สสส